click
Table Of Contents
Table Of Contents
Table Of Contents

ในวังวนของการสื่อสาร สิ่งที่ทุกแบรนด์ต้องการคือการเป็นที่หนึ่งในความคิด (Top of Mind) การคัดเลือกคนเข้ามาเป็น Marketing Team จึงเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยให้แบรนด์สามารถสื่อสาร DNA ของตัวเองออกมาได้อย่างชัดเจน

แต่การมีบุคลากรที่เข้าใจ Brand DNA เพียงอย่างเดียว อาจยังไม่เพียงพอ หากทีมไม่สามารถสะท้อนความเป็นแบรนด์ออกไปได้ตรงกับสิ่งที่ธุรกิจต้องการสื่อสาร นี่จึงเป็นหนึ่งในคำถามสำคัญที่คนทำธุรกิจควรตอบให้ได้

ในมุมมองของ Cotactic คนที่มีความเป็น Specialist เปรียบเสมือนกำลังสำคัญที่เข้ามาช่วยให้ Marketing Team ดำเนินงานตามแผนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่การตามหา Specialist ที่มีทั้งความเชี่ยวชาญและสามารถทำงานเข้ากับแบรนด์ได้ไม่ใช่เรื่องง่าย Agency จึงกลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับหลายธุรกิจ

แล้วจะทำอย่างไรให้ Marketing Team และ Agency ทำงานไปในทิศทางเดียวกัน พร้อมสะท้อนความเป็นแบรนด์ออกมาได้อย่างถูกต้อง?

“เมื่อการสร้างทีม Marketing
ที่มีประสิทธิภาพ ไม่ได้จบที่การมีคนเก่งครบ”

การที่ Marketing Team ของคุณเต็มไปด้วยคนเก่ง มี Specialist ครบทุกด้าน หรือแม้กระทั่งได้ร่วมงานกับ Agency ระดับโลก ก็ไม่ได้หมายความว่าแบรนด์จะเติบโตเสมอไป เพราะอีกหนึ่งทักษะสำคัญคือการบริหารจัดการการสื่อสารและกำหนด KPI (Key Performance Indicator) ให้เชื่อมโยงกับเป้าหมายของธุรกิจ

หลายแบรนด์ต้องการเห็น KPI ที่มีตัวเลขสวยงามบน Presentation ในรายงานประจำไตรมาส เช่น Engagement เติบโต SEO สร้าง Traffic เพิ่มขึ้น หรือ Ads มี CPL ลดลง หากมองเพียงผิวเผินก็อาจดูเหมือนว่าการตลาดกำลังไปได้ดี

แต่สิ่งที่ควรทบทวนทุกครั้งคือ ตัวเลขเหล่านั้นตอบโจทย์ Business Goal มากน้อยแค่ไหน ธุรกิจได้ Qualified Lead, Customer หรือ Revenue กลับมาคุ้มค่ากับสิ่งที่ลงทุนไปหรือไม่

หากคำตอบคือ “ไม่” นั่นอาจหมายความว่า

“Resources ที่คุณมีอาจกำลังถูกขับเคลื่อนด้วย Goal, Priority และ KPI ที่ไม่เชื่อมโยงกัน ทุกฝ่ายอาจทำหน้าที่ของตัวเองได้ดี แต่ยังไม่ได้เดินไปสู่เป้าหมายเดียวกันในฐานะแบรนด์”

3 ปัญหาที่ทำให้ทีมของคุณ เดินหน้าไปคนละทาง

เมื่อ KPI เป็นตัวชี้วัดสำคัญในการทำ Marketing สิ่งที่ต้องระวังคือ แต่ละทีมไม่ว่าจะเป็น Marketing Team หรือ Agency อาจมุ่งไปสู่ KPI ของตัวเอง มากกว่าการสร้างผลลัพธ์ให้กับธุรกิจ (Business Result)

และนี่คือ 3 สัญญาณที่อาจบอกได้ว่าองค์กรของคุณกำลังมีปัญหาเรื่อง Direction

1.ทุกทีมทำ KPI ได้ดี แต่กำลังวิ่งเข้าหาเป้าหมายเดียวกันไหม?

CEOs and CMOs aren’t focused

“When CEOs and CMOs aren’t focused on the same metrics, they aren’t running to the same finish line.”

ปัญหาของหลายแบรนด์อาจไม่ใช่ Marketing Team ทำงานได้ไม่ดี แต่เป็นเพราะ Owner กับ Marketing Team นิยามคำว่า “ความสำเร็จ” ไม่เหมือนกัน

บทความ “The Power of Partnership: How the CEO–CMO Relationship Can Drive Outsize Growth” โดย McKinsey กล่าวถึงประเด็นความไม่สอดคล้องระหว่าง CEO และ CMO ซึ่งสะท้อนให้เห็นปัญหาสำคัญที่อาจทำให้เส้นชัยของแต่ละฝ่ายไม่ตรงกัน

1. Unclear Role (หน้าที่การทำงานไม่ชัดเจน)

มีหลายองค์กรที่หลายตำแหน่งมีหน้าที่ใกล้เคียงกัน จนทำให้ไม่รู้ว่าแต่ละทีมมี KPI เป็นอะไรกันแน่ นั่นทำให้ขอบเขตการทำงานซ้ำซ้อนกัน จนสุดท้ายแม้กระทั้ง Owner เองก็อาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่า Growth ที่กำลังตามหา ต้องมาจากทีมไหนกันแน่

2. Marketing-Business Misalignment (Marketing-Business มองบทบาทไม่ตรงกัน) 

McKinsey พบว่า ผู้บริหารระดับ CEO จำนวนมากมองว่าบทบาทของ Marketing มีความชัดเจน แต่เมื่อสอบถามผู้บริหารคนอื่นในองค์กรเดียวกัน กลับพบว่าความเข้าใจเกี่ยวกับหน้าที่หลักของ Marketing ไม่ได้ตรงกันทั้งหมด

สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า หากคนในองค์กรเข้าใจบทบาทของ Marketing แตกต่างกัน ก็อาจส่งผลให้เป้าหมายของแบรนด์และ Marketing Team ไม่สอดคล้องกัน

3. KPI ไม่ได้เชื่อมกับ Business Outcome

Owner มักให้ความสำคัญกับ Revenue Growth, Margin และ Business Growth ขณะที่ Marketing Team อาจรายงาน Brand Awareness, CTR, CPC หรือ Engagement เป็นหลัก

นั่นหมายความว่า แม้แต่ละทีมจะทำ KPI ของตัวเองได้ดี แต่หากตัวชี้วัดเหล่านั้นไม่ได้เชื่อมโยงกับ Business Outcome ทุกคนก็อาจกำลังวัดความสำเร็จด้วยเส้นชัยคนละเส้น

ดังนั้น หากคุณต้องการให้ Marketing Team ทำงานร่วมกับทีมอื่น ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น การวัดความสำเร็จอาจไม่ควรจบอยู่ที่ตัวเลข KPI ของแต่ละฝ่าย แต่ควรเริ่มจากการสร้างภาพความสำเร็จเดียวกันให้กับทุกคนในทีม

2.มีผู้เล่น แต่ไม่มีผู้นำเกมอาจจบไม่สวย

เมื่อการทำ Marketing เดินมาถึงทางตัน การมีคนที่สามารถมองเห็นภาพรวมและกำหนดทิศทางได้อย่างชัดเจน จะช่วยให้แต่ละทีมรู้ว่าควรเดินหน้าต่ออย่างไร

Owner ส่วนใหญ่มักมองหา Marketing Team ที่มีความสามารถในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น Content, Paid Ads, Product หรือด้านอื่น ๆ แต่สิ่งหนึ่งที่อาจถูกมองข้ามคือ การมีผู้รับผิดชอบในการกำหนด Brand Direction ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการวางแผนการสื่อสารทั้งหมด

ดังนั้น ในธุรกิจของคุณอาจมีทั้ง Owner, Marketing Manager, Marketing Team, Media Agency, SEO Agency และ Creative แต่เมื่อเกิดคำถามว่า

  • Quarter นี้ควร Prioritize อะไร?
  • Channel ไหนควรลงทุนเพิ่ม?
  • Plan ไหนควรหยุด?
  • Budget ควรลงตรงไหนก่อน?

กลับไม่มีฝ่ายใดสามารถตัดสินใจจากภาพรวมของ Business Priority ได้อย่างชัดเจนว่า สิ่งใดควรลงทุนก่อนหรือหลัง เพราะแต่ละฝ่ายอาจมองเห็นเฉพาะสิ่งที่ควรลงทุนใน Channel หรือขอบเขตงานของตัวเอง

นั่นหมายความว่า สิ่งสำคัญในการสร้างทีมงานที่มีประสิทธิภาพไม่ใช่เพียงการมีผู้เชี่ยวชาญครบทุกด้าน แต่ต้องมีคนที่สามารถเชื่อมโยง KPI ของทุกทีม จัดลำดับความสำคัญ และกำหนด Direction ให้ทุกฝ่ายเดินไปในทิศทางเดียวกัน

3.ตัวเลข KPI ดูดี แต่คุ้มกับสิ่งที่ลงทุนจริงไหม?

Agency หรือ Marketing Team อาจนำเสนอตัวเลข Performance ที่น่าพอใจ แต่ตัวเลขเหล่านั้นไม่ควรทำให้เราลืมว่า เป้าหมายปลายทางของการทำ Marketing คือการสร้าง Business Result ให้เกิดขึ้นจริง

ตารางตัวอย่างการเปรียบเทียบระหว่าง Marketing KPI กับ Business Result

บทความ “Stop Measuring These Vanity Metrics in Your Marketing Campaign” จาก HubSpot² ยกตัวอย่างความแตกต่างระหว่าง Vanity Metrics กับตัวชี้วัดที่สะท้อนผลลัพธ์ทางธุรกิจมากขึ้น เพื่อชี้ให้เห็นว่า การวัดผล Marketing ไม่ควรมองเพียงว่าแบรนด์ได้รับความสนใจมากแค่ไหน แต่ควรมองต่อไปถึงผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับธุรกิจ

การวาง Marketing Direction จึงควรเชื่อมโยงกระบวนการตั้งแต่ Ads → Lead → Qualified Lead → Customer → Revenue ให้สอดคล้องกับ Business Goal มากกว่าการกำหนด KPI แยกเป็นส่วน ๆ โดยที่แต่ละส่วนไม่สามารถเชื่อมโยงกลับไปยังผลลัพธ์ทางธุรกิจได้

เมื่อมีผู้เล่นมากกว่าหนึ่ง จะทำอย่างไรให้ Marketing Direction ตรงกัน?

ในเกมการตลาดที่ทุกแบรนด์ต้องการเป็นที่หนึ่งในใจผู้บริโภค การมีผู้เล่นมากกว่าหนึ่งทีมช่วยเปิดมุมมองและเพิ่มโอกาสในการเติบโต จึงเป็นเหตุผลที่หลายแบรนด์เลือกให้ Agency ซึ่งมีความเป็น Specialist เข้ามาร่วมขับเคลื่อนและดำเนินงาน

แต่ไม่ว่าเราจะมี Specialist ที่เก่งเพียงใด การสร้างทีมงานที่มีประสิทธิภาพยังจำเป็นต้องมีคนที่มองเห็นภาพรวมและกำหนดทิศทางให้ทุกฝ่ายเดินไปสู่เป้าหมายเดียวกัน

“Brand Direction เปรียบเสมือนแผนที่ของทีม ยิ่งทุกฝ่ายมองเห็นเป้าหมายเดียวกันได้ชัดเจนมากเท่าไร ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสในการเดินไปถึงความสำเร็จร่วมกันได้มากขึ้น”

เมื่อแผนการชัด “การแบ่งหน้าที่”
จึงเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ

ผู้เล่นคนที่ 1 Marketing Team

ผู้ที่เข้าใจ Brand DNA ได้ดีที่สุดย่อมเป็นคนภายในองค์กร Marketing Team จึงมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางของแบรนด์ โดยอาศัยข้อมูลสำคัญ ได้แก่

  • Business Goal
  • Business Priority
  • Product Knowledge
  • Customer Insight
  • Business Context

ข้อมูลเหล่านี้ช่วยกำหนดเป้าหมายให้คนทั้งทีมมองเห็นเส้นชัยเดียวกัน และยังเป็นพื้นฐานสำคัญในการทำงานร่วมกับบุคคลภายนอกอย่าง Agency ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผู้เล่นคนที่ 2 Agency Team

ในเกมการตลาด Agency มีบทบาทสำคัญในการช่วยขับเคลื่อนแบรนด์ผ่านมุมมองและความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เปรียบเสมือนกำลังเสริมที่เข้ามาช่วยเติมความสามารถให้กับทีมผ่าน

  • Channel Expertise
  • Tools / Technology
  • Execution Capacity

แต่ในบางกรณี Agency อาจไม่ได้เข้ามาเพียงเพื่อ Support หรือลดภาระงานของทีมเท่านั้น แต่ยังสามารถทำหน้าที่ในเชิง Marketing Consultant ได้ด้วย

สำหรับคนที่ทำธุรกิจมาระยะหนึ่ง การอยู่กับธุรกิจทุกวันอาจทำให้มองเห็นปัญหาหรือโอกาสจากมุมเดิม ๆ การได้รับ Outside-in Perspective จากผู้เชี่ยวชาญภายนอกจึงช่วยเปิดมุมมองใหม่ และสร้าง Alignment ระหว่างทีมภายใน ทีมภายนอก และ Owner ให้เห็นภาพเดียวกันมากขึ้น

“แตกต่าง แต่เห็นภาพเดียวกัน”
คือวิธีการหลอมรวมผู้เล่นที่ดีที่สุด

ผู้เล่นแต่ละฝ่ายมีความสามารถและหน้าที่แตกต่างกัน KPI ของแต่ละทีมจึงสามารถแตกต่างกันได้ แต่สิ่งที่ทุกฝ่ายต้องมีร่วมกันคือผลลัพธ์ปลายทางอย่าง Business Goal ไม่ว่าจะใช้แผนหรือกลยุทธ์ใด ทุกการทำงานควรนำมาซึ่งประโยชน์ต่อธุรกิจ

การทำงานร่วมกันระหว่าง Marketing Team และ Agency อย่างมีประสิทธิภาพ ต้องมีอะไรบ้าง?

1. Marketing Goal ที่สอดคล้องกับ Business Goal

(Marketing Team, Agency และ Owner สามารถตอบ Business Goal เดียวกันได้หรือไม่?)

จุดเริ่มต้นของการทำงานร่วมกันไม่ใช่ Campaign แต่คือการทำความเข้าใจ Marketing Direction ให้เป็นภาพเดียวกัน

Marketing Team มีความเข้าใจ Brand DNA และ Business Context ในเชิงลึก ขณะที่ Agency มีมุมมองจากภายนอกและความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่กว้างกว่า

ดังนั้น KPI ไม่ควรวัดเพียงว่าตัวเลขของแต่ละฝ่ายออกมาดีเพียงใด แต่ควรมองไปถึงปลายทางว่า ทุกฝ่ายเข้าใจ Business Goal และกำลังเดินไปสู่เป้าหมายเดียวกันหรือไม่

เพราะหากโจทย์ตั้งต้นไม่ตรงกัน ต่อให้ Execution ดีเพียงใด Performance ที่ได้ก็อาจไม่สามารถสร้าง Business Result ตามที่แบรนด์ต้องการ

2. Priority

(Marketing Team และ Agency ตอบได้หรือไม่ว่า ตอนนี้ควรลงทุนกับอะไรเป็นอันดับแรก?)

หนึ่งในปัญหาระหว่าง Marketing Team และ Agency คือการมองว่าทุกอย่างมีความสำคัญเท่ากัน จนสิ่งที่สำคัญจริง ๆ ไม่ได้รับการโฟกัสมากพอ

ทีมภายในจึงต้องกำหนดให้ชัดว่า Business ควรให้ความสำคัญกับอะไรเป็นอันดับแรก ขณะที่ Agency ต้องสามารถนำ Priority เหล่านั้นไปพัฒนาเป็น Action Plan ที่ลงมือทำได้จริง

KPI ในส่วนนี้จึงควรวัด Priority Alignment ไม่ใช่เพียงจำนวนงานที่สามารถทำได้ เพราะการทำงานที่ดีไม่ใช่การทำทุกอย่างให้ได้มากที่สุด แต่คือการเลือกทำสิ่งที่สามารถสร้าง Business Impact ได้มากที่สุด

3. KPI

(Success Direction ตรงกันแล้วหรือยัง?)

เมื่อ Marketing Goal และ Priority ตรงกัน ขั้นตอนต่อไปคือการกำหนด Success Direction ร่วมกันว่า ความสำเร็จที่ทุกฝ่ายต้องการเห็นมีหน้าตาอย่างไร

นี่คือจุดที่ In-house Team และ Agency อาจมองแตกต่างกัน และทำให้ผลลัพธ์ของแต่ละฝ่ายเดินไปคนละทิศทาง

KPI ที่มีประสิทธิภาพจึงควรเชื่อม Business KPI, Marketing KPI, Campaign KPI และ Media KPI เข้าด้วยกัน

เมื่อทุกฝ่ายมองเห็นความสัมพันธ์ของ KPI ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง การทำงานจะเปลี่ยนจากการนำเสนอตัวเลขของแต่ละทีม ไปสู่การสร้าง Business Result ร่วมกัน

4. Performance 

(การรายงานควรตอบคำถามมากกว่าแค่คำว่า “เกิดอะไรขึ้น”)

Performance Report ที่ดีควรตอบคำถามได้ว่า

  • KPI ที่เห็นเกิดขึ้นจากอะไร?
  • ทีมได้เรียนรู้อะไรจาก KPI ที่เกิดขึ้น?
  • Next Steps ทีมควรทำอะไรต่อ?

Marketing Team มี Business Context และข้อมูลจากภายในองค์กร ขณะที่ Agency มี Performance Data และมุมมองจากตลาด

เมื่อข้อมูลจากทั้งสองฝั่งถูกนำมาวิเคราะห์ร่วมกัน Performance Report จะไม่ได้เป็นเพียง Reporting Session แต่สามารถพัฒนาไปสู่ Learning Session ที่ช่วยให้ทีมเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น และนำข้อมูลไปต่อยอดธุรกิจได้

5. Optimization 

(Insight จะไม่มีความหมาย หากไม่ได้ถูกนำไปใช้ต่อ)

Optimization ไม่ควรหมายถึงเพียง “ทำอย่างไรให้โฆษณามีประสิทธิภาพมากขึ้น” แต่ควรครอบคลุมถึงการนำ Insight ที่ได้ไปต่อยอดในเชิง Business ด้วย

ตัวอย่างเช่น Owner อาจค้นพบ Insight ใหม่เกี่ยวกับกลุ่มเป้าหมาย และนำข้อมูลนั้นไปพัฒนาสินค้า บริการ หรือโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ

ในส่วนของ Agency มีบทบาทในการนำเสนอ Recommendation และพัฒนาไปสู่ Execution ขณะที่ Marketing Team ต้องสามารถตัดสินใจ จัดลำดับความสำคัญ เปิดโอกาสให้เกิดการทดลอง และร่วมกันค้นหาแนวทางที่เหมาะสมที่สุดสำหรับธุรกิจ

เมื่อไรที่คุณควรเพิ่มผู้เล่นในเกมการตลาด?

หลายองค์กรมีทีมการตลาดที่รวบรวมคนเก่งไว้ด้วยกัน และทีมเหล่านั้นอาจสามารถสร้าง KPI ที่ดีได้

แต่สิ่งที่ Owner ควรทบทวนอยู่เสมอคือ KPI เหล่านั้นกำลังพาธุรกิจไปสู่ Success Direction เดียวกับที่องค์กรต้องการหรือไม่

“ถ้า Success Direction ของ Owner
กับ Marketing Team ไม่ตรงกัน
นั่นอาจหมายความว่า
คุณกำลังต้องการความช่วยเหลือจากมุมมองใหม่”

3 สัญญาณที่บอกว่า คุณอาจต้องการ Consultant มาช่วยจัด Direction


ในการสร้างทีมงานที่มีประสิทธิภาพ การที่ทุกคนมอง Business Goal เป็นภาพเดียวกันคือสิ่งสำคัญ

แต่บางครั้งการเติบโตของตัวเลขอาจทำให้ Marketing Team รู้สึกว่ากำลังเข้าใกล้เป้าหมาย ทั้งที่ความสำเร็จนั้นอาจเกิดขึ้นเฉพาะกับ KPI ของ Channel หรือ Campaign และยังไม่ได้เชื่อมโยงกับเป้าหมายขององค์กรอย่างแท้จริง

Cotactic จึงอยากชวนคุณมาทบทวนว่า ถึงเวลาที่ควรเพิ่มผู้เล่นอย่าง Consultant เข้ามาช่วยมองภาพรวมแล้วหรือยัง

1. เมื่อ KPI ของ Marketing Team เริ่มไม่สอดคล้องกับ Business Goal

KPI ที่เติบโตจากฝีมือของทีมอาจทำให้ Owner มองเห็นโอกาสใหม่ ๆ ในการขยายธุรกิจ แต่ในขณะเดียวกัน ตัวเลขเหล่านั้นก็ไม่ควรทำให้เป้าหมายหลักของธุรกิจถูกลดความสำคัญลง

การมี Consultant ที่สามารถมองทีมและธุรกิจจากภาพรวมผ่านมุมมองภายนอก จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการช่วยให้ทุกฝ่ายกลับมามองเห็นภาพความสำเร็จเดียวกัน

2. เมื่อทุก Channel ของคุณมีหน้าที่คล้ายกันเกินไป

เมื่อธุรกิจยังไม่สามารถกำหนดได้ชัดเจนว่า Marketing Team ควร Prioritize อะไร ทุก Channel อาจดูสำคัญเท่ากันไปหมด

ผลที่ตามมาคือ Marketing Team ต้องกระจายทรัพยากรไปยังทุกช่องทาง เพื่อพยายามสร้าง Performance ให้ดีขึ้น โดยไม่รู้ว่า Channel ใดสร้าง Business Impact ได้มากที่สุด

Consultant จึงสามารถเข้ามาช่วยวิเคราะห์สิ่งที่ธุรกิจทำมา มองหาโอกาส และจัดลำดับ Priority ว่าอะไรควรได้รับทรัพยากรก่อน เพื่อให้ Marketing Direction เชื่อมโยงกับเป้าหมายของธุรกิจมากขึ้น

3. เมื่อ Marketing Team เริ่มทำสิ่งเดิมซ้ำ ๆ มากเกินไป

ความสำเร็จจากกลยุทธ์เดิมอาจทำให้ทีมเลือกใช้วิธีที่เคยได้ผลซ้ำ ๆ ซึ่งอาจสร้างผลลัพธ์ได้ดีในช่วงแรก แต่เมื่อบริบทของตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป ผลลัพธ์เดิมอาจเริ่มหยุดนิ่ง

Consultant ที่เหมาะสมจึงไม่ควรทำหน้าที่เพียงแนะนำว่าทีมควรทำอะไรต่อ แต่ควรช่วยเปิดมุมมองใหม่ วิเคราะห์โอกาส และหาแนวทางที่จะช่วยให้ธุรกิจเดินหน้าไปสู่ Business Goal ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

การสร้างทีมงานที่มีประสิทธิภาพไม่ใช่เพียงการรวบรวมคนเก่งไว้ในทีม แต่ต้องทำให้ Business Goal และ Marketing Goal เชื่อมโยงกันอย่างชัดเจน

ระหว่างทาง ธุรกิจอาจมองเห็นโอกาสใหม่ ๆ จาก KPI และ Insight ที่เกิดขึ้น แต่สิ่งสำคัญคือการไม่ปล่อยให้ตัวเลขเหล่านั้นพาทีมออกจากเป้าหมายหลักที่วางไว้

ดังนั้น เมื่อรู้สึกว่า Marketing Team กำลังเดินไปคนละทิศทาง สิ่งที่ควรกลับมาทบทวนอาจไม่ใช่แค่ว่า “ใครทำผลงานได้ดีหรือไม่ดี” แต่คือคำถามที่ว่า

“ทุกคนในทีมมีภาพความสำเร็จ
เป็นภาพเดียวกันแล้วหรือยัง?”

บทความที่เกี่ยวข้อง

10 วิธีถ่ายรูปโฆษณาสินค้า ให้ลูกค้าอยากกดซื้อ

CAGR คืออะไร? รู้จักอัตราการเติบโตต่อปีแบบทบต้น

CAGR คืออะไร? พร้อมสูตรคำนวณอัตราการเติบโตต่อปีแบบทบต้น ฉบับง่าย

ต้องการหาทีม DIGITAL MARKETING
เพื่อชิงการเป็นเจ้าตลาด อยู่หรือไม่ ?

ต้องการหาทีม
DIGITAL MARKETING
เพื่อชิงการเป็นเจ้าตลาด อยู่หรือไม่ ?

ให้ Cotactic เป็นที่ปรึกษาดูแลธุรกิจ

เหมือนทีมส่วนตัวของคุณ

ลงทะเบียนให้เราติดต่อกลับ เพื่อแนะนำกลยุทธ์อิงประสบการณ์จริงจากการทำ

Digital Marketing ตลอด 9 ปี

ลูกค้าพูดถึงเราอย่างไร:

Jetts Fitness

Jetts Fitness

ทีม Cotactic มืออาชีพ อัปเดตสม่ำเสมอ แก้ปัญหาไว ให้คำแนะนำด้านการตลาดยอดเยี่ยม

LH Bank

LH Bank

ทีมช่วยเหลือเร็ว ให้คำแนะนำดี บริหารสื่อออนไลน์มีประสิทธิภาพ แนะนำมากค่ะ

Chubb Life

Chubb Life

ทีมเข้าใจธุรกิจดี ให้คำปรึกษาตรงจุด ตอบเร็ว งานไว ทำงานด้วยแล้วอุ่นใจมาก

APRTECH

APRTECH

ร่วมงานหลายปี ทีมมืออาชีพ ตั้งเป้า-วัดผลชัดเจน ให้กลยุทธ์ออนไลน์ที่ใช้ได้จริง

Siamchai Tent

Siamchai Tent

ใช้บริการมา 5 ปี ประทับใจทุกอย่างดูแลทุกรายละเอียด ทีมศึกษา เข้าใจบริษัทเป็นอย่างดีค่ะ

เริ่มต้นพูดคุยกับทีมของเรา