click
Table Of Contents
Table Of Contents
Table Of Contents

ปัจจุบันการทำ Lead Generation เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ช่วยให้ธุรกิจค้นหาว่าที่ลูกค้าที่สนใจในสินค้าหรือบริการของเรา และเพิ่มโอกาสในการปิดการขายมากขึ้น แต่บางครั้ง Lead ที่ได้มาอาจไม่มีคุณภาพเท่าที่ควร การคัดรายชื่อว่าที่ลูกค้าผ่านการประเมินคะแนนปฏิสัมพันธ์ที่มีกับธุรกิจจะช่วยให้ธุรกิจประหยัดเวลา และสามารถโฟกัสกับลูกค้าที่ต้องการได้อย่างแม่นยำ วันนี้ Cotactic เราเป็น Digital Agency จะชวนมาทำความรู้จัก การทำ Lead Scoring ว่ามีความสำคัญกับธุรกิจอย่างไร พร้อมตัวอย่างการใช้งานจริงที่เจ้าของธุรกิจต้องรู้

 

Lead Scoring คืออะไร?

Lead Scoring เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทำการตลาดและการขาย ผ่านการให้คะแนนว่าที่ลูกค้าที่มีปฏิสัมพันธ์กับธุรกิจของเรา เพื่อจำกัดวงลูกค้าให้แคบลง สามารถเลือกได้ว่าจะคัดใครเข้าหรือตัดใครออก ทีมการตลาดและทีมขายจะได้โฟกัสลูกค้าที่มีแนวโน้มจะใช้จ่ายกับธุรกิจของเรามากที่สุด และยังสามารถเสนอการขายได้ถูกจุดมากขึ้น ผ่านการเก็บข้อมูลจากการใช้งานเว็บไซต์ หรือข้อมูลที่ได้จากว่าที่ลูกค้าของเรานั่นเอง โดยสามารถทำได้ทั้งธุรกิจ B2B และ B2C

 

ความสำคัญของ Lead Scoring

การขายสินค้าแบบออฟไลน์เป็นไปได้ยากมากที่คุณจะรู้ว่าลูกค้าคิดอะไร กำลังมองหาอะไร สนใจสินค้าชิ้นไหน และมีเหตุผลอะไรที่ซื้อหรือไม่ซื้อสินค้าของเรา ถ้าเราไม่ได้เข้าไปสอบถามกับลูกค้าโดยตรง แต่หากเป็นการขายสินค้าแบบออนไลน์ผ่านทางเว็บไซต์ เรายังพอจะสามารถตรวจสอบได้ว่าลูกค้าเข้ามาเว็บไซต์จากช่องทางไหน มองหาอะไรอยู่ กดดูสินค้าอะไรบ้าง และสนใจสินค้าของเรามากน้อยแค่ไหน ดังนั้น เราควรจะรู้ถึง Customer Insight ของลูกค้าก่อน การทำ Lead Scoring จะช่วยคัดกรอง (ว่าที่) ลูกค้าชั้นดี ที่มีแนวโน้มจะเปลี่ยนมาเป็นลูกค้าของเราในที่สุด พร้อมทั้งยังสามารถเดาทางได้ว่า สิ่งที่ลูกค้าต้องการต่อจากนี้คืออะไร เช่น ลูกค้ากรอกข้อมูลทุกอย่างไปจนถึงหน้าสุดท้ายแล้ว แต่ยังไม่ตัดสินใจซื้อ หากทีมการตลาดหรือทีมขายมีข้อมูลชุดนี้แล้ว ก็สามารถส่งโปรโมชันพิเศษไปให้ลูกค้าท่านนี้ เพื่อกระตุ้นให้ลูกค้ากลับมาสนใจและตัดสินใจซื้อสินค้าได้ง่ายขึ้น

 

ประโยชน์ของ Lead Scoring

ใช้เวลากับลูกค้าที่ใช่

การใช้เกณฑ์คะแนนเป็นตัวกำหนด จะช่วยให้ธุรกิจสามารถคัดกรองกลุ่ม (ว่าที่) ลูกค้าที่ใช่ และมีแนวโน้มที่จะซื้อสินค้าได้มากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น คุณเสือกำลังมองหาบ้านในหมู่บ้านสำหรับผู้สูงอายุสักหลัง จึงกดเข้ามาดูเว็บไซต์ของเรา (+20 คะแนน) กดอ่านรายละเอียดบ้านแบบ A (+50คะแนน) กดอ่านรายละเอียดบ้านแบบ B (+50คะแนน) กดลงทะเบียนเพื่อรับข่าวสาร หรือให้ทีมขายติดต่อกลับ (+100 คะแนน) เมื่อคุณเสือสะสมคะแนนมากพอจนถึงเกณฑ์ ทีมขายก็สามารถติดต่อกลับไปเพื่อทำการเสนอขายให้คุณเสือต่อได้

 

เสนอขายได้ถูกเวลา

ยกตัวอย่างเช่น คุณเสือเข้ามาในเว็บไซต์ของเราแล้วกดดูสินค้าชิ้นหนึ่ง (+20 คะแนน) กดสินค้าเราลงตะกร้า (+50 คะแนน) กดปุ่มลงทะเบียนเพื่อเข้าสู่ระบบ (+100 คะแนน) สองวันต่อมาคุณเสือกลับเข้ามาดูสินค้าชิ้นเดิมอีก (+50 คะแนน) หากคุณเสือสะสมคะแนนแบบนี้ไปเรื่อย ๆ จนถึงเกณฑ์ที่แบรนด์ของเราตั้งไว้ นั่นหมายความว่าคุณเสือมีความสนใจในธุรกิจของเรามากพอที่ทีมการตลาดจะส่งอีเมลโปรโมชันบางอย่างไปให้เพื่อกระตุ้นยอดขาย

 

ประหยัดเวลา และทรัพยากรมากขึ้น

ในแต่ละวันหากมีลูกค้าเข้ามาใช้งานเว็บไซต์ และสนใจสินค้าของเราจำนวนมาก ถ้าทีมขายจะต้องติดต่อเพื่อไปเสนอขายทุกคนที่สนใจสินค้าของเรา หรือทุกครั้งที่มีคนติดต่อเข้ามาในบริษัท ก็อาจส่งผลให้ประสิทธิภาพในการขายสินค้าของพนักงานลดลง ซึ่งการใช้เกณฑ์เพื่อคัดเลือก นอกจากจะช่วยคัดกรองลูกค้าให้เราได้แล้ว ยังสามารถจัดอันดับ Potential Customer เพื่อให้ทีมการตลาดส่งต่อให้ทีมขายได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องเสียเวลาในการอธิบายสินค้าหรือบริการให้กับลูกค้าที่อาจจะไม่ได้สนใจสินค้าเรามากขนาดจะตัดสินใจซื้อ

 

7 ขั้นตอนการทำ Lead Scoring ให้ได้ผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น

1. เรียบเรียง Digital Activities ทั้งหมด

ลิสต์สิ่งที่เป็นการปฏิสัมพันธ์กับเว็บไซต์ของเราทั้งหมดออกมาทั้งหมด พร้อมเรียงลำดับการให้ความสนใจจากน้อยไปมาก ยกตัวอย่างเช่น

  • การกดเข้าชมเว็บไซต์
  • การกดเข้าชมสินค้าหรือบริการ
  • การกดเข้าไปเยี่ยมชมโซเชียลมีเดียอื่น ๆ ของเรา
  • การกดลงทะเบียนเพื่อรับข่าวสารผ่านทางอีเมล
  • การเปิดเข้ามาดูอีเมล การกดเข้าลิงก์ การกดยกเลิกการรับข่าวสารผ่านทางอีเมล
  • การกดลงทะเบียนเพื่อรับสินค้าทดลอง / รับสิทธิประโยชน์บางอย่าง
  • การกดติดต่อเจ้าหน้าที่ผ่านทาง Live Chat เป็นต้น

 

2. เริ่มแบ่งกลุ่มลูกค้า

ข้อมูลที่เราจะได้รับจากลูกค้าคือข้อมูลประชากร (Demographic) เช่น อายุ เพศ รายได้ โลเคชันที่เข้าใช้งาน ข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้ สามารถนำมาแบ่งกลุ่มลูกค้าออกตามความสนใจหรือพฤติกรรม และนำไปทำสร้าง สร้างแคมเปญใน Sales Funnel เพื่อให้สอดคล้องกับข้อมูลที่ได้มา ยกตัวอย่างเช่น

  • กลุ่มลูกค้าอายุ 25-35 ปี พบเว็บไซต์เราจากโซเชียลมีเดีย
  • ติดตามข่าวสารและโปรโมชันผ่านโซเชียลมีเดีย
  • มักจะติดต่อเจ้าหน้าที่ผ่านทาง Live Chat ทันทีเมื่อสนใจสินค้าหรือบริการ
  • กลุ่มลูกค้าอายุ 35-45 ปี พบเว็บไซต์เราจากการค้นหาใน Google
  • ชื่นชอบการตลาดผ่านทางอีเมล และมีส่วนร่วมมากที่สุด
  • มักจะกรอกข้อมูลให้ติดต่อกลับเมื่อสนใจสินค้าและบริการ

หากเราเริ่มเก็บและศึกษาข้อมูลเหล่านี้ประกอบกับการสังเกต Digital Activities ด้วยแล้ว เราก็จะสามารถนำเสนอโปรโมชัน หรือสิ่งที่ลูกค้าต้องการได้ตรงจุดมากขึ้น

 

3. กำหนด Lead Scoring

หัวใจสำคัญของการทำกลยุทธ์นี้คือการกำหนดคะแนนให้กับพฤติกรรมต่าง ๆ ของลูกค้าที่เข้ามามีส่วนร่วมกับธุรกิจของเรา (Digital Activities) โดยการกำหนดคะแนนที่ว่านี้ ไม่มีมาตรฐานใด ๆ ให้อ้างอิง เราสามารถกำหนดคะแนน และเรียนรู้จากการทำเก็บคะแนนเหล่านี้ได้ด้วยตัวคุณเอง โดยไม่มีผิดถูก

 

4. หาเครื่องมือมาช่วยเก็บคะแนน

เพื่อเป็นการประหยัดเวลาและลดความผิดพลาด เราควรหาเครื่องมือ LEAD GENERATION ซึ่งโดยปกติแล้วฟีเจอร์เหล่านี้จะเป็นฟีเจอร์ของซอฟต์แวร์ Marketing Automation เช่น  HubSpot หรือ Salesforce Marketing Cloud เป็นต้น

 

5. สร้างเกณฑ์การวัดคะแนนและติดตามผล

หลังจากได้เครื่องมือที่มาช่วยนับคะแนนแล้ว เราควรตั้งเกณฑ์ที่เป็นตัวชี้วัดว่าเมื่อไหร่ที่ทีมขายควรจะเข้าไปโฟกัสกับกลุ่มลูกค้ากลุ่มนั้น ๆ เกณฑ์ที่ว่านี้ คุณสามารถกำหนด และปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ของธุรกิจคุณได้ ยกตัวอย่างเช่น ปกติแล้วหากลูกค้ามีคะแนนถึง 50 คะแนน ทางทีมขายจะเริ่มส่งโปรโมชันพิเศษ หรือเริ่มติดต่อหาลูกค้าแล้ว แต่ในช่วงนี้มีจำนวนพนักงานที่น้อยลงกว่าปกติ หรือมีลูกค้าให้ความสนใจมากกว่าปกติ เราสามารถปรับเกณฑ์ที่ว่านี้ขึ้นเป็น 70 คะแนนได้ เพราะต้องการกรองลูกค้าที่มีความสนใจมากกว่า และมีโอกาสปิดการขายได้มากกว่าเดิม แต่อย่าลืมติดตามผลตัวเลข ก่อนและหลังการปรับเกณฑ์ขึ้นหรือลงของคุณด้วยว่ามีผลในเชิงบวกหรือลบมากกว่ากัน

 

6. การปรับลดคะแนน

การปรับลดคะแนนสามารถทำได้หลายกรณี เราสามารถปรับได้ตามความเหมาะสมของธุรกิจ ยกตัวอย่างเช่น

  • ข้อมูลประชากรไม่ตรงตามคุณสมบัติที่ธุรกิจของคุณกำหนดไว้ เช่นอายุมากไปหรือน้อยไป รายได้ต่ำเกินไป สามารถลดคะแนนลงได้ไปจนถึงติดลบ
  • การกดยกเลิกรับข่าวสารผ่านทางอีเมล อาจหมายความว่าสินค้าหรือโปรโมชันในช่วงนี้ ไม่ได้เป็นที่สนใจมาสักพักแล้ว เราสามารถลดคะแนนลงได้
  • การกำหนดคะแนนแต่ละหน้าเพจไม่เท่ากัน ยกตัวอย่างเช่น หน้า Home เป็นหน้าที่ทุกคนต้องกดเข้ามาดูอยู่แล้วเมื่อเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ การให้คะแนนในหน้านี้ควรจะน้อยกว่าการที่ลูกค้าตั้งใจกดเข้าไปที่หน้าอื่น ๆ เช่น เกี่ยวกับเรา สินค้าทั้งหมดของเรา หรือติดต่อเจ้าหน้าที่ การเข้าใช้งานหน้าต่าง ๆ เหล่านี้ สามารถแสดงถึงความสนใจและความตั้งใจที่จะซื้อสินค้าหรือบริการของเราได้เลย

 

7. ไม่ให้คะแนนกิจกรรมบางอย่าง

ในบางธุรกิจเช่น มีเดีย เอเจนซี หรือสื่อออนไลน์ ที่มีจุดขายเป็นคอนเทนต์อาจจะต้องพิจารณาถึงเกณฑ์การให้คะแนนบางอย่าง เช่น อัตราการเปิดอีเมลเยอะ อาจจะมาจากการที่ลูกค้าสนใจอ่านคอนเทนต์ หรือมีการเขียนจั่วหัวคอนเทนต์ได้ดีมากกว่าที่จะซื้อสินค้าและบริการของเรา

 

ยกตัวอย่างการนำ Lead Scoring มาใช้งานจริง

ธุรกิจ: โครงการบ้านที่ออกแบบมาสำหรับผู้สูงอายุ

ราคาสินค้า: 10,000,000 บาท+

เงื่อนไข: ผู้ซื้อต้องอายุ 60 ปีขึ้นไป

คุณเสือกำลังมองหาบ้านในหมู่บ้านสำหรับผู้สูงอายุสักหลัง จึงกดเข้ามาดูเว็บไซต์ของเรา (+20 คะแนน) กดอ่านรายละเอียดบ้านแบบ A (+50 คะแนน) กดอ่านรายละเอียดบ้านแบบ B (+50 คะแนน) กดลงทะเบียนเพื่อรับข่าวสาร หรือให้ทีมขายติดต่อกลับ (+100 คะแนน) เมื่อคุณเสือสะสมคะแนนมากพอจนถึงเกณฑ์ ทีมขายก็สามารถติดต่อกลับไปเพื่อทำการเสนอขายให้คุณเสือต่อได้

ในขณะเดียวกัน เราก็สามารถตั้งค่าเพื่อให้คะแนนติดลบกับ (ว่าที่) ลูกค้าที่ไม่ใช่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้เช่นเดียวกัน ยกตัวอย่างเช่นกรณีคุณเสือ ถ้าในขั้นตอนการกรอกข้อมูลคุณเสือกรอกข้อมูลในระบบว่ามีอายุ 56 ปี มีรายได้อยู่ที่ 35,000 ต่อเดือน ซึ่งอาจจะไม่เข้าเกณฑ์การพิจารณาในการซื้อขายทั้งอายุและรายได้ คุณเสือ อาจจะถูกคัดออกไปอยู่ในกลุ่ม (ว่าที่) ลูกค้าที่รอการติดต่อกลับในลำดับท้าย ๆ เพื่อให้ทีมขายโฟกัสกับกลุ่มลูกค้าที่มีโอกาสจะใช้จ่ายกับธุรกิจของเรามากกว่า

 

สรุป

จริงๆ แล้ว การทำ Lead Scoring นั้น วัตถุประสงค์หลักคือการจัดลำดับความสำคัญของลูกค้าจากมากไปน้อย เพื่อให้ทีมขายได้โฟกัสกับลูกค้าที่มีแนวโน้มจะเป็นลูกค้าของเราจริง ๆ ตามลำดับความสนใจและพฤติกรรมของลูกค้าเอง ซึ่งหลังจากที่เราได้ทั้งข้อมูลประชากร และข้อมูลพฤติกรรมของลูกค้ามาแล้ว เราสามารถนำไปปรับใช้กับแคมเปญการตลาดอื่น ๆ ได้อีกมากมาย รวมไปถึงการพัฒนาและปรับปรุงเว็บไซต์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

 

ต้องการที่ปรึกษา หรือทีมงานมืออาชีพด้าน Online Marketing มาช่วยจัดการแก้ไขปัญหาและวางรากฐานให้ธุรกิจ ติดต่อ Cotactic เลยวันนี้

โทร.065-095-9544

Inbox: m.me/cotactic  

Line: @cotactic

ให้ COTACTIC ดูแลธุรกิจของคุณ

เหมือนทีมการตลาดส่วนตัว


บทความที่เกี่ยวข้อง

Withholding Tax สรุปภาษีหัก ณ ที่จ่าย สำคัญยังไง?

Withholding Tax คืออะไร? สรุปครบทุกประเด็นของภาษีหัก ณ ที่จ่าย

Business Model Canvas รู้จักวางแผนธุรกิจให้ชัดเจน

Business Model Canvas คืออะไร? สรุปวิธีวางแผนธุรกิจให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น

ต้องการหาทีม DIGITAL MARKETING
เพื่อชิงการเป็นเจ้าตลาด อยู่หรือไม่ ?

ต้องการหาทีม
DIGITAL MARKETING
เพื่อชิงการเป็นเจ้าตลาด อยู่หรือไม่ ?

ให้ Cotactic เป็นที่ปรึกษาดูแลธุรกิจ

เหมือนทีมส่วนตัวของคุณ

ลงทะเบียนให้เราติดต่อกลับ เพื่อแนะนำกลยุทธ์อิงประสบการณ์จริงจากการทำ

Digital Marketing ตลอด 9 ปี

ลูกค้าพูดถึงเราอย่างไร:

Jetts Fitness

Jetts Fitness

ทีม Cotactic มืออาชีพ อัปเดตสม่ำเสมอ แก้ปัญหาไว ให้คำแนะนำด้านการตลาดยอดเยี่ยม

LH Bank

LH Bank

ทีมช่วยเหลือเร็ว ให้คำแนะนำดี บริหารสื่อออนไลน์มีประสิทธิภาพ แนะนำมากค่ะ

Chubb Life

Chubb Life

ทีมเข้าใจธุรกิจดี ให้คำปรึกษาตรงจุด ตอบเร็ว งานไว ทำงานด้วยแล้วอุ่นใจมาก

APRTECH

APRTECH

ร่วมงานหลายปี ทีมมืออาชีพ ตั้งเป้า-วัดผลชัดเจน ให้กลยุทธ์ออนไลน์ที่ใช้ได้จริง

Siamchai Tent

Siamchai Tent

ใช้บริการมา 5 ปี ประทับใจทุกอย่างดูแลทุกรายละเอียด ทีมศึกษา เข้าใจบริษัทเป็นอย่างดีค่ะ

เริ่มต้นพูดคุยกับทีมของเรา