click
Table Of Contents
Table Of Contents
Table Of Contents

การตลาดยุคดิจิทัลเป็นสนามแข่งขันทางธุรกิจที่ดุเดือด กว่าแบรนด์จะดึงดูดลูกค้าใหม่ แล้วเข้าไปอยู่ในใจลูกค้าได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย อาจจำเป็นต้องใช้เวลาระยะหนึ่ง และการลงทุนสูงกว่าจะสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าเลือกพิจารณาผลิตภัณฑ์หรือบริการของเราได้

Cotactic Media จึงอยากให้เจ้าของธุรกิจและนักการตลาดมองเห็นความสำคัญของ Retention Rate เพื่อจะไม่ลืมวางกลยุทธ์การตลาดที่เหมาะสมกับกลุ่มลูกค้าของคุณ

Retention Rate คืออะไร

Image4

Retention Rate คือ อัตราการรักษาฐานลูกค้า (Customer Retention Rate) หรือเรียกโดยย่อว่า CRR ซึ่งนักการตลาดจะต้องคอยตรวจสอบแนวโน้มเพิ่มลด และหมั่นสร้างแคมเปญการตลาดเพื่อกระตุ้นให้ลูกค้าที่มีศักยภาพเหล่านั้น กลายเป็นกลุ่มลูกค้าประจำของเรา โดยเฉพาะผู้มีกำลังซื้อสูง ให้กลับมาซื้อสินค้าหรือบริการของเราซ้ำสม่ำเสมอ

สูตรคำนวณ Customer Retention Rate

เพื่อทราบอัตราการรักษาลูกค้า โดยหาผลต่างระหว่างลูกค้าปัจจุบัน (RC) กับลูกค้าใหม่ (NC) ภายในช่วงระยะเวลาหนึ่ง หารด้วยลูกค้าที่จุดเริ่มต้น (BC) ของระยะเวลาการคำนวณแล้วคูณด้วย 100

Retention Rate = ((RC-NC)/BC)) x 100

ตัวอย่าง สมมติว่าธุรกิจบริการให้คำปรึกษาแห่งหนึ่ง มีลูกค้าต่อเนื่องจากปีเก่าอยู่ในลิสต์จำนวน 30 ราย ขึ้นปีใหม่มีลูกค้าใหม่เข้ามารับบริการเพิ่ม 10 ราย มีลูกค้า 3 รายบอกเลิกรับบริการ ทำให้มีลูกค้าคงเหลือ 37 ราย เมื่อสิ้นสุดไตรมาสแรกของปีปัจจุบัน

[ (37 – 10) / 30) ] x 100 = อัตราซื้อซ้ำอยู่ที่ 90%

ตัวเลข Retention Rate นี้ช่วยวัดความถี่ในการซื้อสินค้า (Purchase Frequency) เปรียบเสมือนเข็มทิศนำทางให้เจ้าของธุรกิจและนักการตลาดคอยมองหาปัญหาและวิธีแก้ไข เพิ่มประสบการณ์และความประทับใจให้ลูกค้า คอยสอดส่องและใส่ใจเพื่อปรับปรุงผลิตภัณฑ์และบริการ ปรับเปลี่ยนการสื่อสารใหม่จนกว่าจะได้ผลตอบรับที่ดีขึ้น และลูกค้ากลุ่มดั้งเดิมก็เป็นด่านแรก ๆ ที่แบรนด์จะได้รับข้อมูลสำคัญมาพัฒนาธุรกิจคุณไปอีกขั้น

ประโยชน์ของการเพิ่ม Customer Retention Rate คือ

เรามี 3 เหตุผลดี ๆ มาสนับสนุนให้แบรนด์คุณหมั่นรักษาลูกค้าเดิมไว้ ดังนี้

Image5

1. จ่ายเพื่อรักษา ถูกกว่าหาใหม่

Forrester รายงานว่าการหมั่นดูแลรักษาฐานลูกค้าเก่ามีค่าใช้จ่ายน้อยกว่าการลงทุนทุ่มงบไปกับการเสนอขายให้ลูกค้าใหม่ถึง 5 เท่า และสถิติยังบอกอีกว่า รายได้ของธุรกิจส่วนใหญ่มาจากกลุ่มลูกค้าขาประจำที่มีจำนวนเพียง 8% แต่คนกลุ่มนี้เองที่ทำรายได้ให้แบรนด์ถึง 40% ของรายได้รวมทั้งหมดในทุก ๆ ปี

2. เพิ่มคนรักภักดีต่อแบรนด์และสาวกตัวยง

เนื่องจากลูกค้าเก่ามีแนวโน้มที่จะอินไปกับผลิตภัณฑ์และบริการของเราง่ายกว่า จึงยินดีควักเงินจ่ายให้แบรนด์เดิมที่เข้าไปอยู่ในใจแล้วถึง 67% เมื่อเทียบกับลูกค้าใหม่ที่ยังอยู่ระหว่างการตัดสินใจ

หากธุรกิจใดสามารถเพิ่มอัตราการรักษาลูกค้าเพียง 5% จะเห็นผลกำไรเพิ่มขึ้นถึง 25-95% ส่งผลให้ผู้บริหารกว่า 93.7% ให้ความสำคัญกับการสร้าง Brand Loyalty มากขึ้นตามรายงานล่าสุดปี 2023

56% ของผู้บริโภคจะกลับมาซื้อซ้ำหากได้รับการดูแลใส่ใจจากแบรนด์ และแบรนด์กว่า 80% ก็ยืนยันว่าลูกค้าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจริงเมื่อได้รับประสบการณ์การดูแลรายบุคคล สถิติจากรายงาน ‘The State of Personalization Report 2023 By Twilio Segment’

ส่วนในทางกลับกัน American Express พบว่า 33% ของลูกค้าจะคิดเปลี่ยนใจลาขาดจากแบรนด์ ถ้าพวกเขาพบประสบการณ์การเลวร้ายจากแบรนด์เพียงครั้งเดียว

ยิ่งถ้าแบรนด์สามารถยกระดับลูกค้ากลุ่ม Brand Loyalty ให้กลายเป็น Brand Advocacy สาวกผู้ภักดีต่อแบรนด์ได้ พวกเขาพร้อมจะแนะนำผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ ๆ แบบปากต่อปาก Word-of-mouth (WOM) บอกต่อป้ายยาเพื่อนฝูงและเพื่อน ๆ ชาวโซเชียล จนช่วยสร้างยอดขายกลับคืนมาให้แบรนด์ทางอ้อมได้

3. จูงใจให้ซื้อเพิ่มได้ง่ายกว่า

รายงานปี 2023 จาก Open Loyalty และ Antova ผู้ให้บริการ Customer Data Platform สรุปว่ากว่า 61-68% ของแบรนด์ เลือกจะลงทุนปรับปรุง Customer Lifetime Value  (CLV) อย่างต่อเนื่อง

สูตรคำนวณ ‘ยอดใช้จ่ายต่อหัวตลอดระยะเวลาการเป็นสมาชิกของลูกค้า’ CLV เท่ากับ ‘ยอดใช้จ่ายเฉลี่ยต่อครั้ง’ Average Order Value (AOV) คูณด้วย ‘ระยะเวลาเฉลี่ยที่ลูกค้าเป็นสมาชิก’ Average Customer Lifespan (ACL)

CLV = ACV x ACL

เพื่อที่นักการตลาดจะหาค่าคำนวณระยะเวลาคืนทุนของแบรนด์หลังจากลงทุนในการทำเนื้อหาโฆษณาและจ่ายเงินกระตุ้นยอดขายด้วย Paid Media

ตัวอย่างธุรกิจร้านกาแฟแห่งหนึ่ง มีลูกค้าใช้จ่ายโดยเฉลี่ยต่อแก้ว 4 บาท มียอดซื้อกาแฟ  2  ครั้งต่อเดือน  (CLV = 40 x 2 = 80 บาทต่อเดือน) ซึ่งโดยเฉลี่ยลูกค้าขาประจำของร้านกาแฟแห่งนี้ มีระยะเวลาเฉลี่ยประมาณ 2 ปี  (ACL = 24 เดือน)

กลยุทธ์การตลาดที่จะช่วยรักษายอด Retention Rate

1. มองให้เห็น Insight ลูกค้า

Image3

นักการตลาดจำเป็นต้องเฟ้นหาข้อมูล Customer Data จาก 5 จุด Touchpoint ในระหว่างเส้นทาง Customer Journey ดังต่อไปนี้

1.1 Reach

ตัวเลขที่ช่วยตรวจสอบแคมเปญการตลาดของคุณว่าเข้าเป้าโดนใจแต่ละกลุ่มเป้าหมายของคุณแล้วหรือยัง

1.2 Read

ตัวเลขวัดผลว่ามีลูกค้าสมาชิกเปิดอ่านข้อความสื่อสารการตลาดของเรา เพื่อตรวจสอบว่าเขายังเป็น Active User อยู่รึเปล่า รวมถึงการสื่อสารของเราได้ผล ทำให้คนสนใจอยู่ไหม นับได้จากยอดการเปิดอ่าน Email, SMS, หรือ LINE OA

1.3 React

ตัวเลขวัดผลหลังการเปิดอ่าน พิสูจน์ว่าลูกค้าสนใจอยากมีส่วนร่วมกับแบรนด์ กดคลิกลิงก์ต่อไปอ่านต่อยังเว็บไซต์ ชมภาพและรายละเอียดของสินค้าเพิ่มเติม หรือสนใจกรอกแบบฟอร์มลงทะเบียนเพื่อเข้าร่วม Webinar

1.4 Redeem

ตัววัดผลที่สำคัญสูงสุดคงจะเป็นการกดรับส่วนลดเพื่อไปสั่งซื้อ สร้างยอดขายได้จริง เป็นอันบรรลุเป้าหมาย

1.5 Repurchase

เป็นตัวเลขขั้นกว่าจากการติดตามพฤติกรรมลูกค้ากลุ่มนี้อย่างต่อเนื่อง ทำให้เราทราบว่าพวกเขาหวนกลับมาซื้อซ้ำโดยแทบไม่ต้องอาศัยการกระตุ้นด้วยส่วนลดล่อใจเสมอไป เรียกได้ว่านี่คือลูกค้าในฝันที่แบรนด์อยากมี เพราะพวกเขามีความสม่ำเสมอ ชอบอะไรเข้าแล้วก็ซื้อใช้อยู่อย่างนั้นไม่เปลี่ยนใจง่าย ๆ

และหากคุณสามารถเก็บข้อมูลลูกค้าในโลกดิจิทัลตั้งแต่ยังไม่รู้จักได้ ตั้งแต่เป็นเพียง Anonymous ID ที่ยังไม่ทันได้เป็นสมาชิก เราเรียกข้อมูลส่วนนี้ในทางเทคนิคว่า Zero-Party Data ซึ่งสามารถติดตาม Tracking ลูกค้าได้ตั้งแต่ก่อนจะกลายเป็นลูกค้าของเราเสียอีก

ข้อมูลส่วนนี้เราติดตามจัดเก็บไว้เป็นเทรนด์ที่น่าสนใจ เห็นพฤติกรรมลูกค้าล่องหนที่กำลังแอบแวะเวียนเข้ามาส่องแบรนด์คุณ และให้ความสนใจในผลิตภัณฑ์หรือคำโฆษณาสื่อสารการตลาดไหน จากนั้นเป็นโจทย์ของคุณที่จะหาทางทำให้พวกเขาต้องวนกลับมาซื้อของของคุณจนได้ หรือแจ้งเตือนพวกเขาที่ยังรีรอชั่งใจ ให้กลับมาพิจารณาของที่เลือกค้างไว้ในตระกร้าอีกครั้ง

2. ใส่ใจ Customer Feedback Loop

แบรนด์ต้องคอยสำรวจความคิดเห็น รับฟังเสียงสะท้อนจากปากลูกค้า ไม่ว่าจะผ่านเครื่องมือดิจิทัลเจาะลึก Insight การตลาด หรือสำรวจตลาดออนไลน์

Image2

2.1 ใช้เครื่องมือ Social Listening

เครื่องมือช่วยแบรนด์สอดส่องและติดตามชื่อเสียงและชื่อเสียที่ลูกค้าพูดถึงแบรนด์เป็นวงกว้าง ในทุกสังคมโซเชียลมีเดีย ณ ช่วงเวลานั้น ๆ โดยไม่ต้องไปสืบเสาะเองทีละแหล่ง ป้องกันความเสี่ยงได้ทันก่อนเกิดทุกกระแสดราม่า รวมถึงอาจได้ข้อมูลที่น่าสนใจมาเป็นไอเดียปรับปรุงผลิตภัณฑ์เดิม หรือต่อยอดผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีแนวโน้มจะทำเงิน

2.2 ใช้เครื่องมือ Social Media Analytics

เครื่องมือหลังบ้านโซเชียลมีเดียที่จัดเก็บข้อมูลกลุ่มลูกค้าที่เราทำการสื่อสารการตลาดหรือเจาะกลุ่มโฆษณาไว้ เป็นอีกข้อมูลที่ช่วยพิสูจน์ว่ากลุ่มเป้าหมายที่ซื้อสินค้าของเราจริง ๆ นั้นเป็นใคร ซึ่งนักการตลาดต้องคอยดึงข้อมูลออกมาวิเคราะห์รายเดือนอย่างสม่ำเสมอ

2.3 ใช้แบบสำรวจ Online Survey

เรายังคงต้องเก็บแบบสำรวจความคิดเห็นจากลูกค้า เพียงแต่โยกย้ายมาใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ได้ง่ายขึ้นกว่าแต่ก่อน สามารถระบุคะแนนไล่ระดับความรู้สึก ความสนใจ และความพึงพอใจตามจริง ที่เรียกว่า Net Promoter Score (NPS) แล้วค่อยนัดสัมภาษณ์เพื่อขอข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติมผ่านวิดีโอคอลหรือนัดเจอตัว Indept-Interview กันต่อ แม้อาจต้องลงทุนเวลาและงบประมาณสูงกว่าแบบอื่น เพราะต้องตั้งรางวัลตอบแทนการสละเวลามาแลกเปลี่ยนข้อมูลลูกค้า แต่เราจะได้มาซึ่งข้อมูลเชิงลึกที่มีน้ำหนักเพียงพอให้นำมาสร้างภาพลูกค้าจริงได้ชัดขึ้น และรู้ไปถึงเบื้องหลังเบื้องลึกของแรงจูงใจ ก่อนตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์และบริการ

3. มัดใจลูกค้าด้วย Personalized Marketing Campaign

กลยุทธ์การตลาดแบบ Personalized Marketing จะช่วยเพิ่ม Customer Retention Rate กลับมาได้ด้วยพลัง Customer Data ที่รวบรวมข้อมูลลูกค้าจากหลายช่องทาง เพื่อนำมาวิเคราะห์หา Customer Insight โดยนักการตลาดจะต้องคอยตั้งเงื่อนไขผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล Marketing Automation เพื่อใช้พลัง AI ทุ่นแรงสื่อสารการตลาดอัตโนมัติ แบบแยกเจาะกลุ่ม Customer Segmentation ตามความสนใจ หรือพฤติกรรมการใช้จ่ายที่ใกล้เคียงกัน อยู่ในสเตจของ Marketing Funnel ช่วงเดียวกัน

Image1

โดย Cotactic ขอแนะนำหนึ่งกลยุทธ์เจาะตลาดออนไลน์ใน 3 ขั้นตอน ดังต่อไปนี้

3.1 สร้างระบบสมาชิก Loyalty Program

เพื่อจัดเก็บข้อมูลลูกค้า และจูงใจด้วยสิทธิพิเศษเมื่อสะสมแต้มใช้จ่ายหรือเข้าร่วมกิจกรรมครบตามเงื่อนไข จะได้รับแลกส่วนลดหรือของรางวัลโดนใจ

3.2 หมั่นจัดส่งส่ง Email Marketing

บอกโปรโมชันเพื่อ Upselling/Cross Selling เพื่อเสนอขายพ่วงและขายเพิ่มด้วยดีลสุดคุ้ม จูงใจกลุ่มลูกค้าเก่าให้กลับมาซื้อซ้ำ หรือส่ง SMS ทักทายเมื่อลูกค้าเข้ามาใกล้บริเวณร้านค้า

3.3 หากลูกค้าสนใจคลิกลิงก์เข้าชมที่หน้าเว็บไซต์แบรนด์

จะต้องสามารถป้ายยาด้วย Personalized Landing Pages แสดงผลตามความสนใจรายบุคคลตามประวัติการซื้อหรือรายการ โปรดได้แบบอัตโนมัติ

นี่เป็นเพียงตัวอย่างกลยุทธ์การรักษาอัตราการซื้อซ้ำของลูกค้าแบรนด์ ซึ่งจะช่วยคุณผูกใจลูกค้าให้อยู่กันไปยาว ๆ กระตุ้นยอดขายได้ต่อเนื่องเพราะยิ่งติดตามให้ลูกค้าอยู่กับเราได้นานเท่าไหร่ แบรนด์จะสามารถวางรากฐานทางธุรกิจได้อย่างมั่นคง เป็นจุดเริ่มต้นความสำเร็จในระยะยาว เพราะหากแบรนด์ไม่สามารถจูงใจลูกค้าให้กลับมาซื้อซ้ำสม่ำเสมอได้ รายได้ที่หายไปจะส่งผลกระทบระยะยาว ทำให้การเติบโตของธุรกิจถดถอยลงเป็นแน่

สนใจปรึกษา Cotactic

Digital Marketing Agency ประสบการณ์กว่า 8 ปี ที่พร้อมจะเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ ร่วมวางแผนงานการตลาดดิจิทัลให้สอดคล้องกับกลยุทธ์ธุรกิจและกลุ่มเป้าหมายของคุณ

ปลดล็อกศักยภาพแบรนด์ของคุณอย่างเข้าใจวัตถุประสงค์เบื้องลึก ช่วยคุณบรรลุเป้าหมายทางธุรกิจขึ้นไปอีกขั้นด้วยเทคโนโลยีการตลาดดิจิทัลและกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ที่ใช่ พร้อมผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่จะคอยสนับสนุนงานสื่อสารการตลาดออนไลน์ ให้คุณประหยัดเวลาและทรัพยากรภายในของคุณ เพิ่มผลลัพธ์ที่คุ้มค่าต่อทุกการลงทุนในโฆษณาออนไลน์

ติดต่อขอรับคำปรึกษาฟรีจาก COTACTIC ได้ก่อนตัดสินใจรับบริการ เพียงกรอกข้อมูลเพื่อให้เรารู้โจทย์ที่ท้าทายของคุณในเบื้องต้น คลิกที่นี่ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร. 065 095 9544

Source:

Exported with Wordable

บทความที่เกี่ยวข้อง

Withholding Tax สรุปภาษีหัก ณ ที่จ่าย สำคัญยังไง?

Withholding Tax คืออะไร? สรุปครบทุกประเด็นของภาษีหัก ณ ที่จ่าย

Business Model Canvas รู้จักวางแผนธุรกิจให้ชัดเจน

Business Model Canvas คืออะไร? สรุปวิธีวางแผนธุรกิจให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น

ต้องการหาทีม DIGITAL MARKETING
เพื่อชิงการเป็นเจ้าตลาด อยู่หรือไม่ ?

ต้องการหาทีม
DIGITAL MARKETING
เพื่อชิงการเป็นเจ้าตลาด อยู่หรือไม่ ?

ให้ Cotactic เป็นที่ปรึกษาดูแลธุรกิจ

เหมือนทีมส่วนตัวของคุณ

ลงทะเบียนให้เราติดต่อกลับ เพื่อแนะนำกลยุทธ์อิงประสบการณ์จริงจากการทำ

Digital Marketing ตลอด 9 ปี

ลูกค้าพูดถึงเราอย่างไร:

Jetts Fitness

Jetts Fitness

ทีม Cotactic มืออาชีพ อัปเดตสม่ำเสมอ แก้ปัญหาไว ให้คำแนะนำด้านการตลาดยอดเยี่ยม

LH Bank

LH Bank

ทีมช่วยเหลือเร็ว ให้คำแนะนำดี บริหารสื่อออนไลน์มีประสิทธิภาพ แนะนำมากค่ะ

Chubb Life

Chubb Life

ทีมเข้าใจธุรกิจดี ให้คำปรึกษาตรงจุด ตอบเร็ว งานไว ทำงานด้วยแล้วอุ่นใจมาก

APRTECH

APRTECH

ร่วมงานหลายปี ทีมมืออาชีพ ตั้งเป้า-วัดผลชัดเจน ให้กลยุทธ์ออนไลน์ที่ใช้ได้จริง

Siamchai Tent

Siamchai Tent

ใช้บริการมา 5 ปี ประทับใจทุกอย่างดูแลทุกรายละเอียด ทีมศึกษา เข้าใจบริษัทเป็นอย่างดีค่ะ

เริ่มต้นพูดคุยกับทีมของเรา